วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2562

พระศิวะนั่งบัลลังหนุมาน





    ข้าพเจ้าเคยคิดตลอดว่า ในงานเทวรูปของเมืองไทย ทำไมยังไม่เคยมีศิลปินท่านใดหรือใครได้สร้างพระศิวะอยู่คู่กับพญาวานรหนุมานทหารเอกพระรามเลย ทั้งๆ ที่ในตำนานหรือบทละครเรื่องรามเกียรติ์ไม่ว่าจะเป็นของอินเดียหรือของไทย ก็ลงเรื่องเล่าไว้ชัดเจนว่า พระอิศวรหรือพระศิวะคือเทพเจ้าที่ให้กำเนิดหนุมานโดยแท้จริง หรืออาจจะเรียกว่าอวตารของพระองค์เลยก็ว่าได้ ซึ่งข้าพเจ้าจะขอคัดลอกเรื่องราวบางตอนในหนังสือรามเกียรติ์ฉบับร้อยแก้วตอนกำเนิดหนุมานมาลงให้อ่านกัน

เมื่อพระอิศวรทราบว่านางกาลอัคคีได้สาป “นางสวาหะ” (ลูกฤาษีโคดมกับนางกาลอัคคี) ให้ไปยืนตีนเดียวเหนี่ยวกิ่งไม้กินลมอยู่ที่เนินเขาจักรวาล ก่อนตนเองจะกลายเป็นแผ่นหินไปตามคำสาปของฤาษีโคดมสามี พระอิศวรจึงมีความคิดให้นางมีบุตรเพื่อแบ่งกำลังกายของตนไปเกิด เพื่อรอคอยรับใช้พระนารายณ์อวตารในกาลภายภาคหน้ายามที่นารายณ์อวตารลงไปปราบยักษ์ทศกัณฐ์ จึงสั่งให้พระพาย (เจ้าแห่งลมและพายุ) พัดหอบเอาพลังกำลังกายแห่งพระอิศวรบรมนาถ รวมทั้งเทพศัตราวุธทั้งสามอย่างได้แก่ คฑาเพชร ตรีเพชร และจักรแก้ว ของพระองค์ไปเข้าปากนางสวาหะ ผู้ยืนกินลมที่เนินเขาจักรวาล ให้เกิดออกมาเป็นกระบี่ (ลิง) ที่มีพละกำลังอันเกรียงไกรด้วยอำนาจกำลังของพระพายจึงหอบเอากำลังและอาวุธเหล่านั้นเข้าปากนางสวาหะ เกิดบุตรเป็นลิงในครรภ์ของนาง โดยที่ คฑาเพชร กลายเป็นกระดูกสันหลังตลอดหางขอวานารน้อย ทำให้เหาะเหินเดินอากาศได้ราวกับลมพัด ส่วนตรีเพชรสุรกานต์ เป็นร่างกาย มือเท้า เวลาจะสู้รบกับผู้ใดให้สามารถดึงเอาตรีเพชรสุรกานต์นี้ออกมาจากอกของตนเองได้ ส่วนจักรแก้วนั้นกลายเป็นส่วนหัวของวานร อาวุธทั้งสามนั้นก็ผสานกลายเป็นบุตรของพระพาย ในครรภ์นางสวาหะ
         ครั้นนางสวาหะมีครรภ์มาได้สิบเดือนแล้วกลับยังไม่คลอด ทารกน้อยยังคงอยู่ในครรภ์ของนางต่อไปจนครบสามสิบเดือน จึงได้ฤกษ์คลอด ตรงกับวันอังคาร ปีขาล เดือนสาม เวลาพลบค่ำพระอาทิตย์อับแสงฉาน พญาวานรก็คลอดจากครรภ์โดยเหาะออกมาจากปากนางสวาหะ ขึ้นสู่เวหา มีสี่หน้าแปดมือรูปร่างสูงใหญ่ กายขาวผ่องรัศมีโชติช่วงลอยอยู่ตรงหน้าพระมารดา อ้าปากหาวออกมาเป็นดวงดาวและดวงเดือน (หนุมาน ผู้ได้ชื่อว่า หาวเป็นดาวเป็นเดือน) มีเขี้ยวแก้ว ขนเพชร กุณฑล (ต่างหู) แสดงฤทธาอยู่บนฟ้าเสร็จแล้วจึงลงมากราบมารดาและพระพายผู้ที่หมายว่าเป็นบิดา พระพายจึงให้พรพร้อมตั้งชื่อให้ว่า “หนุมาน”
พระพายก็เหมือนพระบิดาบุญธรรมของหนุมาน ซึ่งต่อมา พระพายก็พาหนุมานไปกราบพระศิวะ หรือพระอิศวรที่เขาไกรลาส พระองค์ท่านเห็นก็ชอบใจ จึงให้หนุมานอยู่รับใช้และถ่ายทอดสุดยอดมนต์ตราพระเวทย์ต่างๆให้หนุมานจนหมดสิ้น ด้วยวางแผนไว้ว่า จะให้หนุมานรอไปถวายตัวเป็นทหารเอกพระนารายณ์ที่จะเสด็จจากเกษียรสมุทรอาวตารเป็นพระรามเพื่อปราบทศกัณฑ์ยักษ์พาล ทำให้หนุมานเก่งกล้าสามารถ มีวิชาคงกระพัน เหาะเหินเดินอากาศ และยังได้รับพรศักดิ์สิทธิ์จากพระศิวะให้อายุยืนตราบกัลปวสาน "
แม้จะถูกฆ่าด้วยฤกทธิ์เดชอสูรตนใด ถ้ามีลมพัดต้องกายาก็ให้ฟื้นคืนชีพทันที"

      นี่คือแรงบันดาลใจที่ข้าพเจ้าได้สร้างพระศิวะประทับนั่งบัลลังก์หนุมาน ซึ่งข้าพเจ้าก็ใช้ภาพตอนหนุมานอ้าปากอมพลับพลา เนื่องจากเห็นว่า เป็นการแสดงอิทธิฤทธิ์ เนมิตรตนเองปกป้องครองภัยให้กับเจ้านายของตนคือพระรามและนางสีดา ทำให้เห็นอำนาจเขี้ยวแก้ว และบารมีของหนุมานได้ชัดเจน ฉะนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่ ผลงานศิลปะชุดนี้ของข้าพเจ้า อ.ศุภณัฏฐ์ อัฏฐวัฒน์ จึงประสบความสำเร็จมากมายทันทีที่บวงสรวงเสร็จ ก็สามารถเปิดให้กับผู้เช่าบูชาไปทั้งหมด 90 องค์ องค์ละ 12,999 บาท หมดภายในไม่ถึงครึ่งวัน


วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2559

พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช




ทรงพระราชสมภพ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชสมภพในราชสกุลมหิดล อันเป็นสายหนึ่งในราชวงศ์จักรี ณ โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น 12 ค่ำ ปีเถาะ นพศก จุลศักราช 1289 ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ซึ่งเหตุที่พระราชสมภพในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีกำลังทรงศึกษาวิชาการอยู่ที่นั่น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระโอรสองค์ที่สามในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในกาลต่อมา) และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระนามขณะนั้นว่า พระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช ทรงมีพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงออกพระนามเรียกพระองค์เป็นการลำลองว่า “เล็ก”             พ.ศ. 2475 เมื่อเจริญพระชนมายุได้สี่พรรษา เสด็จเข้าศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอี จนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2476 จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อชั้นประถมศึกษา ณ โรงเรียนเมียร์มองต์ เมืองโลซาน
พ.ศ. 2477 เมื่อพระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระบรมเชษฐาธิราช เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี ก็ทรงได้รับการสถาปนาฐานันดรศักดิ์เป็น “สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุยเดช”


พ.ศ. 2488 ทรงรับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์ จากโรงเรียนยิมนาส คลาซีค กังโตนาล แล้วทรงเข้าศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยโลซาน แผนกวิทยาศาสตร์





ทรงครองราชย์



วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน โดยต้องพระแสงปืน ณ พระที่นั่งบรมพิมาน สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชได้ตัดสินพระทัยรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ สืบราชสันตติวงศ์ในวันเดียวกันนั้น แต่เนื่องจากยังมีพระราชกิจด้านการศึกษา จึงทรงอำลาประชาชนชาวไทย เสด็จพระราชดำเนินไปศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแห่งเดิม แต่เปลี่ยนสาขาจากวิทยาศาสตร์ ไปเป็นสาขาสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับตำแหน่งประมุขของประเทศ





พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส



วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทย โปรดเกล้าให้ตั้งการพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ระหว่างวันที่ 28-30 มีนาคม 2493 และเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 ทรงประกอบพิธีราชาภิเษกสมรส กับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ที่วังสระปทุม โดยสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีพระพันวสาอัยยิกาเจ้า พระราชทานหลั่งน้ำพระมหาสังข์ ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายเช่นเดียวกับประชาชน และได้ทรงสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ทั้งสองพระองค์มีพระราชธิดา และพระราชโอรส 4 พระองค์ดังนี้
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประสูติเมื่อ 5 เมษายน 2494 ณ โรงพยาบาลมองซัวนี่ โลซานน์
 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ฯ ประสูติเมื่อ 28 กรกฏคม 2495 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ต่อมา ทรงได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อ 28 กรกฏคม 2515
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลนโสภาคย์ ประสูติเมื่อ 2 เมษายน 2498 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ภายหลังทรงได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2520
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ประสูติเมื่อ 4 กรกฏคม 2500 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน























ทรงผนวช



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ออกผนวชเป็นเวลา 15 วัน ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ทรงได้รับฉายาว่า ภูมิพโลภิกขุ หลังจากนั้น พระองค์เสด็จไปประทับจำพรรษา ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร ระหว่างที่ผนวชนั้น ทรงปฏิบัติพระราชกิจ เช่นเดียวกับพระภิกษุทั้งหลายอย่างเคร่งครัด
 







พระราชกรณียกิจ





นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติเป็นพระประมุขแห่งประเทศไทย เป็นต้นมา พระองค์ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ อันเป็นประโยชน์แก่ชาวไทย ตลอดพระชนมายุของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและชลประทาน ด้านการจัดการและพัฒนาที่ดิน ด้านเกษตรกรรม ด้านการศึกษาวิจัย ด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ด้านอาชีพเสริมและอื่นๆ ด้วยเหตุนี้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการตามพระราชประสงค์จึงได้เกิดขึ้นอย่างมากมายกว่า  4,000 โครงการ ซึ่งล้วนแล้วแต่เพื่อความเป็นอยู่ของชีวิตที่ดีขึ้นของราษฎรทั้งสิ้น
























ด้านพระพลานามัย 

นับตั้งแต่เดือนกันยายน  2552 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเริ่มประชวร อันเนื่องมาจากพระโรคไข้หวัด และพระปัปผาสะอักเสบ
วันที่ 20 กันยายน 2552 สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 1 ความว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีพระปรอท (เป็นไข้) และมีพระอาการอ่อนเพลีย ตลอดจนเสวยพระกระยาหารได้น้อยลง คณะแพทย์จึงได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินมาเพื่อตรวจหาสาเหตุ พร้อมกับถวายการรักษาด้วยน้ำเกลือทางหลอดพระโลหิต ร่วมกับยาปฏิชีวนะ พระอาการของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ โดยสำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์อย่างต่อเนื่องอีก 34 ฉบับ
วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จมาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 36 ว่าทรงมีภาวะน้ำไขสันหลังในพระโพรงพระสมองมากกว่าปกติ คณะแพทย์กำหนดการถวายการรักษาในคืนวันนี้ ส่วนผลการตรวจต่างๆ ในระบบอื่นอยู่ในเกณฑ์ปกติ และพระอาการทั่วไปดี
วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2557 เวลา 18.15 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยรถยนต์พระที่นั่งจากวังไกลกังวล จ.ประจวบคีรีขันธ์ เสด็จพระราชดำเนินมายังโรงพยาบาลศิริราช เพื่อพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้คณะแพทย์ตรวจพระวรกายตามคำกราบบังคมทูลของคณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา การนี้ คณะแพทย์พบว่า อุณหภูมิพระวรกาย การหายพระหทัย ความดันพระโลหิต เป็นปกติ เช่นเดียวกับพระอุระ พระปัปผาสะ (ปอด) และภาวการณ์ทำงานของพระหทัยอยู่ในเกณฑ์ปกติ

เดือนสิงหาคม – กันยายน ปี พ.ศ. 2559 สำนักพระราชวังแจ้งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระอาการพระปัปผาสะ (ปอด) อักเสบ หายพระทัยเร็ว มีพระเสมหะมาก มีน้ำคั่งในช่องเยื่อหุ้มพระปัปผาสะ (ปอด) ปริมาณพระบังคนเบา (ปัสสาวะ) น้อย คณะแพทย์ฯ ถวายการรักษาด้วยวิธี CRRT พระโอสถปฏิชีวนะ และเฝ้าติดตามการทำงานของพระวักกะ (ไต) อย่างใกล้ชิด
วันที่ 9 ตุลาคม 2559 สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จมาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 37 ว่า คณะแพทย์ผู้ถวายรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รายงานว่า ในวันที่ 8 ตุลาคม 2559 คณะแพทย์ฯ ได้ขอพระราชทานถวายใส่สายสวนเข้าหลอดพระโลหิตดำ เพื่อเตรียมการสำหรับการฟอกพระโลหิต (Hemodialysis) ระยะยาว และเปลี่ยนสายระบายน้ำไขสันหลังในโพรงพระสมองบริเวณบั้นพระองค์ (เอว) ตั้งแต่เวลา 14 นาฬิกาถึง 16 นาฬิกา 40 นาที ปรากฏภายหลังว่า มีความดันพระโลหิตลดต่ำลงเป็นครั้งคราว คณะแพทย์ฯ จึงได้ถวายพระโอสถ และได้ใช้เครื่องช่วยหายพระทัย (Ventilator) เพื่อทำให้ความดันพระโลหิตกลับสู่ระดับปกติ
จนกระทั่งเวลา 3 นาฬิกา วันนี้ มีพระชีพจรเร็วขึ้น ความดันพระโลหิตลดลง ผลการตรวจพระโลหิต พบว่าพระโลหิตมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้น ผลการตรวจพระหทัยด้วยคลื่นเสียงสะท้อน (Echocardiography) พบว่ามีปริมาณพระโลหิตที่เข้าสู่พระหทัยด้านซ้ายช่องล่างลดลงมาก อันเป็นผลจากการที่มีความดันพระโลหิตในพระปัปผาสะ (ปอด) สูง คณะแพทย์ฯ ได้ถวายพระโอสถขยายหลอดพระโลหิตในพระปัปผาสะ (ปอด) เมื่อเวลา 15 นาฬิกา ทำให้พระชีพจรเริ่มลดลง และความดันพระโลหิตดีขึ้น คณะแพทย์ฯ ได้เฝ้าติดตามพระอาการและถวายการรักษาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพระอาการประชวรโดยรวมยังไม่คงที่ และได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้งดพระราชกิจ
ต่อมา ในแถลงการณ์ฉบับที่ 38 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ความว่า วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2559 ความดันพระโลหิตลดต่ำลงอีก พระชีพจรเร็วขึ้น ร่วมกับภาวะพระโลหิตมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้นอีก ผลของการถวายตรวจพระโลหิตบ่งชี้ว่า มีภาวะการติดเชื้อและการทำงานของพระยกนะ (ตับ) ผิดปกติ คณะแพทย์ฯ ได้ถวายพระโอสถปฏิชีวนะและแก้ไขภาวะพระโลหิตมีความเป็นกรด ตลอดจนถวายพระโอสถควบคุมความดันพระโลหิตเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งถวายเครื่องช่วยหายพระทัย (Ventilator) และถวายการรักษาด้วยวิธีทดแทนไต (CRRT) พระอาการประชวรโดยรวมยังไม่คงที่ ต้องควบคุมด้วยพระโอสถ คณะแพทย์ฯ ได้เฝ้าติดตามพระอาการและถวายการรักษาอย่างใกล้ชิด





วันที่ 13 ต.ค. 2559 สำนักพระราชวังออกประกาศเรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต ความว่า
            “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พุทธศักราช 2557 ตามที่สำนักพระราชวังได้แถลงให้ทราบเป็นระยะแล้วนั้น   
            แม้คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการประชวรหาคลายไม่ ได้ทรุดลงหนักตามลำดับ ถึงวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช เวลา 15 นาฬิกา 52 นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 89 ทรงครองราชสมบัติได้ 70 ปี”
พสกนิกรชาวไทยที่มาปักหลักถวายพระพร ที่ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่ช่วงเช้า ทันทีที่ได้ทราบข่าวจากแถลงการณ์สำนักพระราชวังเรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสววรคตแล้วนั้น บรรยากาศเป็นไปอย่างโศกเศร้า โดยหลายคนต่างสวมกอดและร้องไห้ด้วยความอาลัย นอกจากนี้ ประชาชนยังได้ร่วมกันยืนตรงและร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และยืนสงบนิ่งเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน เพื่อน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย